ภูกระดึง

ภูกระดึง

ภูกระดึง

ภูกระดึง จังหวัดเลย เริ่มที่แรกกันเลยก้ต้องเป็น สถานที่ ยอดฮิตของผู้ชอบบรรยากาศ โดยเฉพาะ แบบขุนเขา ในฤดูหนาวด้วยความที่เป็น ป่าปิด จะเปิดให้ นักท่องเที่ยว ได้เข้ามาสัมผัส ธรรมชาติ เป็นฤดูกาลไป แล้วบ่งเวลาให้ ธรรมชาติ ได้สร้างความสมบูรณ์ของมัน คนที่จะไปเที่ยว พักผ่อนภูกระดึงให้สนุก คงต้องฟิตร่างกายไปให้พร้อมพอสมควร เพราะด้วยเส้นทางและระยะทางในการขึ้นจะลาดชัน อาจจะต้องมีการ ปีนป่าย บ้าง 10 สถานที่ท่องเที่ยวไทย  แต่ไม่ต้องห่วงครับ มีจุดพักให้เพื่อนๆได้คลายเหนื่อย เติมพลัง ไปตลอดทาง ที่เรียกกันว่า “ซำ”

หลายคนคงรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของภูกระดึงเป็นอย่างดี หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นผู้พิชิตภูกระดึงสักครั้ง รวมถึงเราด้วยสักครั้งนึงนะอยากไปลองดูว่าภูกระดึงจะสวยอย่างที่เค้าว่ามั้ย…

ในฤดูหนาวแต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยวเดินทาง ผจญภัย ไปยังที่ต่างๆ ทั่วเมืองไทย โดยส่วนมากจะเป็นการเที่ยวภูเขา เที่ยวดอย และมีอยู่สถานที่หนึ่ง ที่เป็นเหมือนไอคอนหลักในการเที่ยวหน้าหนาว เพราะมีทั้งการเดินเท้าขึ้นเขา สัมผัสธรรมชาติ อย่างใกล้ชิด ประกอบกับเขาบนยอดเขามี จุดชมวิว ทะเลหมอก ชมพระอาทิตย์อันเลื่องชื่อ มีน้ำตก และ แมกไม้นานาพรรณ ที่แห่งนั้นก็คือ“ภูกระดึง” สำหรับปีนี้ จะเปิดให้ นักท่องเที่ยว ขึ้นไปล่าทะเลหมอก ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2562

ภูกระดึงได้รับการประกาศเป็น อุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 2 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2505 ตั้งอยู่ในท้องที่ ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ครอบคลุมพื้นที่ 348.13 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็น ภูเขาหินทราย ยอดตัด โดยมีที่ราบบนยอดภูกระดึงประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร

ภูกระดึง มีระดับความสูงอยู่ระหว่าง 400 – 1,200 เมตร จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณ คอกเมย มีความสูง 1,316 เมตร สภาพทั่วไปของ ภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และ น้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของ ลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ด้วยความสูง บรรยากาศ และ สภาพอากาศที่ เย็นสบาย ตลอดปีบน ยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวปรารถนาที่หวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ภูกระดึง

ภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติภูกระดึงบริเวณที่ระดับต่ำตามเชิงเขา มีสภาพโดยทั่วไปใกล้เคียงกับบริเวณอื่นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม ฝนตกชุกที่สุดระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน อุณหภูมิเฉลี่ยรายปี 26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดในเดือนมกราคม และอุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายน

ในช่วงฤดูฝน มักเกิดภัยธรรมชาติเช่นเกิดการพังทลายของภูเขาและมีน้ำป่า ทางอุทยานแห่งชาติจึงกำหนดให้ปิด-เปิดการท่องเที่ยวเฉพาะบนยอดเขาภูกระดึง เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและให้สภาพธรรมชาติและสภาพแวดล้อมได้มีการพักฟื้นตัว หลังจากนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมอย่างมากในแต่ละปี ดังนี้

–  ปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน ของทุกปี

– เปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 31 พฤษภาคม ของทุกปี

การได้ถ่ายรูปกับป้าย “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราเป็นผู้พิชิตภูกระดึง” ยังคงเป็นที่นิยมคลาสสิกตลอดกาล นอกจากการชม ทัศนียภาพ บนยอดภูแล้ว ไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้คือการชมดอกเมเปิ้ลสีแดงสดริมธารน้ำตก

การเดินขึ้นภูกระดึง (หลังแป) ไม่ลำบากมากนัก แต่ระยะทางจะไกลและชัน แต่ระหว่างทางจะมีจุดให้แวะพักเหนื่อยต่างๆ ตามลำดับ ได้แก่ ปางกกค่า ซำแฮก ซำบอน ซำกกกอก พร่านพรานแป ซำกกหว้า ซำกกโดน และซำแคร่

หากเดินขึ้นภูตั้งแต่เช้า อากาศจะค่อนข้างเย็นสบาย มีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมไปตลอดทาง โดยเฉพาะสภาพทางธรณีและสภาพป่าที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นระยะๆ จากป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา จนถึงหลังแป จากหลังแปถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางจะเป็นทางราบท่ามกลางทุ่งหญ้าป่าสนเขาอันกว้างใหญ่ รวมระยะทางจากทางขึ้นไปถึงหลังแปและศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง ประมาณ 9 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง

แหล่งท่องเที่ยวบนภูกระดึงส่วนใหญ่มีทางเดินชมธรรมชาติติดต่อถึงกันหมด ฉะนั้น ผู้ที่จะไปท่องเที่ยวบนภูกระดึงควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน เพื่อจะได้เที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามเหล่านั้นได้ทั่วถึง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ เที่ยวไทย หากต้องการเล่น คลิก โหลด joker

site web